5 สัญญาณอันตรายบ่งบอกว่า “โซเชียลมีเดีย” กำลังทำร้ายคุณ


นับวันโซเชียลมีเดียเริ่มมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราทุกคนมากขึ้นทุกที บทความที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ก็รับรองได้เลยว่าคุณคลิกเข้ามาอ่านผ่านโซเชียลมีเดียที่แชร์บทความออกไปเช่นเดียวกัน ลองนึกดูว่าถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเฟซบุค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม รวมไปถึงยูทูปให้เล่นแล้ว ชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไร จะหาอ่านบทความดีๆ แบบนี้ได้จากที่ไหน จะติดตามข่าวสารได้อย่างกระชับฉับไวได้เหมือนเดิมหรือไม่ รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับแฟน เพื่อน และครอบครัวก็อาจจะเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน คิดแล้วก็ต้องตอบได้เลยว่าชีวิตคงจะปั่นปวนเละเทะไม่เป็นท่าไปอีกสักพักใหญ่ๆ แน่ๆ จนกว่าเราทุกคนจะปรับตัวกันได้อีกครั้ง

ถ้าคิดว่าโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อชีวิตของคุณมากขนาดนั้นแล้วล่ะก็ ลองถามตัวเองให้ลึกลงไปอีกนิด ว่าโซเชียลมีเดียมีความสำคัญกับคุณในแง่ไหนได้อีกบ้าง นอกจากจะเป็นช่องทางทำมาหากินของใครหลายคนแล้ว ยังอาจเป็นช่องทางเยียวยารักษาจิตใจของตัวเองอยู่ด้วยอย่างรู้ตัว หรือรู้ตัวอีกทีเราอาจจะใช้ชีวิตโดยพึ่งหาโซเชียลมีเดีย หรือใช้โซเชียลมีเดียในทางที่ไม่ถูกไม่ควรกันมาอย่างยาวนาน ถึงเวลาที่คุณจะต้องมาลองสำรวจตัวเองแล้วล่ะ ว่าโซเชียลมีเดียกำลัง “ทำร้าย” ชีวิตคุณอยู่หรือเปล่า

สร้างตัวตนใหม่ที่ไม่ใช่ตัวเอง
ข้อนี้น่าจะเคยได้ยินกันบ่อยๆ ถึงเรื่องของการปลอมตัวเป็นคนอื่นผ่านโซเชียลมีเดีย ขโมยรูป ข้อมูลต่างๆ รวมถึงหลอกคนรู้จักของเจ้าของรูปตัวจริงได้อย่างแยบยล เพื่อจุดประสงค์ต่างๆ บ้างก็ปลอมเป็นคนดังเพื่อเรียกร้องความสนใจ ให้คนอื่นเห็นค่าในตัวเอง เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ด้วย แรกๆ อาจจะไม่ได้ตั้งใจจะหลอกลวงใคร แต่หากยังเล่นต่อ คุณจะต้องสร้างเรื่องโกหกคนอื่นไปเรื่อยๆ และสุดท้ายคุณก็ต้องเจ็บปวดเมื่อทุกคนจับได้ว่าคุณไม่ใช่ตัวจริง นอกจากนี้คนที่ปลอมเป็นคนอื่นเพื่อหลอกลวงเงินก็ยิ่งผิดกฎหมายเข้าไปใหญ่ ใครที่เคยมีพฤติกรรมแบบนี้ขอให้หยุดเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ปัญหาอื่นๆ จะตามมาจะดีกว่า

เสพติดยอดไลค์
ในแต่ละวันคุณจะโพสต์กี่สิบครั้งก็ย่อมได้ แต่หากคุณโพสต์แล้วกลับมาเช็กอยู่บ่อยๆ ว่ามีคนคอมเมนต์ให้หรือยัง มีคนกดไลค์หรือเปล่า มีคนแชร์โพสต์ของคุณมากน้อยแค่ไหน (ในกรณีที่เป็นโพสต์เรื่องส่วนตัว ไม่ใช่แฟนเพจ) เมื่อกลับมาเช็กดูแล้วพบว่าไม่ค่อยมีใครกดไลค์ หรือคอมเมนต์ให้ รวมไปถึงเจอคนเข้ามาคอมเมนต์เสียๆ หายๆ แล้วคุณเศร้าเสียใจจนคิดมากไปตลอดทั้งวัน ขอให้รู้เอาไว้ว่าคุณอาจกำลังเสพติดยอดไลค์ในโซเชียลมีเดียอยู่ หากมีอาการมากๆ เช่น คุณรู้สึกว่าไม่มีใครสนใจคุณ ไม่มีใครรักคุณอีกแล้ว คุณอาจมีแนวโน้มที่จะอยู่ในภาวะซึมเศร้า และออกมาโพสต์เรื่องที่เป็นการเรียกร้องความสนใจ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง ย้อนกลับไปสู่วังวนการโกหกเพื่อให้คนอื่นสนใจตัวเองอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงขึ้นในอนาคตเช่นเดียวกัน

สั่นคลอนความสัมพันธ์ในชีวิตจริง
คุณจะมีเพื่อนในโลกออนไลน์ไม่มีใครว่า เพียงแต่อยากให้ใช้วิจารณญาณในการพูดคุยให้มากๆ แต่หากใครที่ติดโซเชียลมีเดียแล้วทำให้มีปัญหากับความสัมพันธ์กับคนๆ นั้นในชีวิตจริง เช่น น้อยใจที่แฟนหรือเพื่อนไม่ยอมกดค์กดแชร์โพสต์ของตัวเอง ใช้ถ้อยคำว่ากล่าวในโลกออนไลน์ ทั้งที่ในชีวิตจริงไม่เคยคุยกันด้วยถ้อยคำเหล่านั้น หรือการทะเลาะกันออกสื่อให้คนอื่นเห็นในเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เป็นเรื่อง หรือคอมเมนต์ตอบโต้กันไปมาจนเกิดบันดาลโทสะขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ขอให้ก้าวเท้าออกมาจากโลกโซเชียลก่อน คำพูดบางคำ หรือเหตุการณ์บางอย่างอาจไม่เกิดขึ้นเมื่อเราทำความรู้จักพูดคุยกันแต่ในชีวิตจริงเท่านั้น อย่าทำให้โลกของโซเชียลมีเดียวที่ทำให้ทุกคนใกล้กันมากขึ้น ทำให้เราใกล้กันเกินไปจนต้องทะเลาะผิดใจกันเลย

เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
โลกของโซเชียลมีเดียเป็นโลกที่ใครหลายคนแสดงความเป็นตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ คิดอะไรก็โพสต์ออกมาแบบนั้น แต่ในขณะเดียวกันหลายคนที่ชีวิตของตัวเองไม่ได้มีอะไรโดดเด่นหรือน่าสนใจ เมื่อไรก็ตามที่เห็นโพสต์ของคนที่เขาหน้าตาดีกว่า มีฐานะดีกว่า มีเพื่อนเยอะกว่า ได้รับความสนใจจากคนอื่นมากกว่า เราอาจจะเปรียบเทียบตัวเองกับเขาโดยไม่รู้ตัว บางคนอาจจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ตัวเองมีชีวิตไม่ดีเท่าเขา จนพยายามที่จะมีชีวิตดีๆ เหมือนคนอื่น โพสต์รูปอาหารแพงๆ เสื้อผ้าแพงๆ ไปเที่ยวต่างประเทศ หรือไลฟ์สไตล์ที่บ่งบอกว่าตัวเองมีชีวิตที่ดี ในขณะที่ในความเป็นจริงแล้วคุณอาจไม่ได้มีชีวิตที่ดีอย่างนั้นจริงๆ คุณต้องแอบรูดบัตรเครดิตก้อนโตเพื่อการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือหนักข้อเข้าคุณอาจขโมยรูปของคนอื่นมาโพสต์เหมือนเป็นรูปของตัวเอง หากใครเริ่มมีพฤติกรรมแบบนี้ ขอให้รีบหยุดทำก่อนจะถลำลึกมากไปกว่านี้ เพราะเป็นการไม่ให้เกียรติตัวเอง หรือดูถูกตัวเองในทางอ้อม ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึก และสภาพจิตใจของตัวเองที่รู้สึกว่าตัวเองสู้คนอื่นไม่ได้ ไม่มีอะไรดีในชีวิต จนสูญเสียความภูมิใจในตัวเองไปในเวลาต่อมาได้

ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการว่ากล่าวคนอื่น
การมีเรื่องที่อึดอัดไม่สบายใจแล้วได้ระบายออกไปให้เพื่อนของเราได้ฟังกันบ้างเป็นการปลดปล่อยอารมณ์ตึงเครียดออกไปจากใจได้ดี แต่หากคุณกำลังใช้โซเชียลมีเดียในการเป็นที่เอาไว้ระบายอะไรตามใจปาก ตามในสมอง จนไม่ได้มีการกลั่นกรองคำพูดต่างๆ รวมถึงปล่อยให้ hate speech หรือการปล่อยให้ตัวเองใช้วาจาหรือถ้อยคำดุด่าว่าร้ายหรือแสดงความเกลียดชังคนอื่นอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น นอกจากจะเป็นการทำร้ายจิตใจของคนอื่นอย่างต่อเนื่อง สร้างบาดแผลภายในใจของผู้อื่น โดยที่แลกมากับความรู้สึกสะใจของคุณเพียงเท่านั้นแล้ว ตัวคุณเองก็จะถูกคนภายนอก รวมถึงเพื่อนๆ และคนรู้จักของคุณเองที่มองคุณไม่ดีไปด้วย

หลายคนเลือกที่จะระบายความโกรธของตัวเองโดยการโพสต์ด่าคนอื่นลอยๆ โดยไม่บอกว่าเขาเหล่านั้นเป็นใคร แม้ว่าคุณจะทำแค่เพียงเท่านั้น คิดว่าไม่มีใครเดือดร้อนอะไร แต่คุณจะกลายเป็นคนที่สร้างแต่บรรยากาศด้านลบอยู่รอบตัว ใครอ่านโพสต์ของคุณเมื่อไรก็รู้สึกแย่เมื่อนั้น เมื่อคุณไม่มีพลังงานด้านบวกอยู่รอบๆ ตัวคุณ คุณก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ไม่มีใครไว้วางใจในตัวคุณอีกต่อไป แม้แต่คุณเองก็ไม่ได้รับประโยชน์อันใดจากการโพสต์ระบายความโกรธ ความคับแค้นใจของตัวเองในครั้งนั้น อย่าลืมว่าทุกสิ่งที่คุณโพสต์ลงโซเชียลมีเดียไม่ใช่ความลับ โซเชียลมีเดียไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว แม้แต่องค์อกรอื่นยังมาขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณจากโซเชียลมีเดียไปได้ นับประสาอะไรกับข้อความเหล่านี้ ในอนาคตข้อความเหล่านั้นอาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวคุณเอง หรือทำให้คุณพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตไปก็ได้

โซเชียลมีเดียมีประโยชน์หากเราใช้มันให้เป็น และควบคุมการใช้ให้พอดี ดังนั้นหากรู้ตัวว่ากำลังถูกโซเชียลมีเดียครอบชีวิตมากเกินไป จนรบกวนชีวิตจริงขึ้นมา ลองหยุดใช้โซเชียลมีเดียสักระยะ เอาเวลาไปทำกิจกรรมต่างๆ กับคนรัก เพื่อน และครอบครัว พูดคุยกันซึ่งๆ หน้าโดยไม่ผ่านตัวอักษรบ้าง ก็น่าจะทำให้คุณไม่ยึดติดกับโซเชียลมีเดียมากนัก และใช้มันในทางที่ถูกที่ควร รีดประโยชน์จากมันได้มากขึ้น และแน่นอนว่าคุณอาจจะได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ทำความรู้จักของตัวเอง และมองเห็นค่าของตัวเองมากขึ้นไปด้วย